2007/Aug/06

หลังจากที่แม่กลับมารักษาตัวต่อที่บ้าน แผลจากการผ่าตัดและการตัดและต่อกระดูก ทำให้แม่เจ็บปวดจนแทบเดินไม่ไหว ระหว่างเวลาเกือบ 2 เดือนผ่านไป แม่รู้สึกดีขึ้น กับแขนที่ไม่สามารถใช้การได้เหมือนเดิม แม่ต้องคอยประคองแขนข้างนั้น เพราะมันจะเจ็บปวดแทบทุกครั้งที่ขยับ บางครั้งแขนแม่บวมเกือบเป็น 2 เท่าของแขนอีกข้าง

เราตั้งใจไว้ว่าจะพาแม่ไปรักษามะเร็งปอดต่อที่รพ.อื่นแห่งหนึ่ง แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นในวันหนึ่ง วันนั้นแม่ขอให้พี่พาไปบ้านญาติ เพื่อไหว้บรรพบุรุษ การเดินทางไปเรียบร้อยดี แต่แม่นั่งนานๆ ไม่ไหว แม่เริ่มไม่สบายตัว พี่เลยถามแม่ว่าจะกลับบ้านไหม แม่พยักหน้า

การขึ้นรถกลับบ้านครั้งนั้น เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของแม่อีกครั้ง ขณะที่พี่กำลังจะเลื่อนรถมาให้ใกล้หน้าบ้านญาติให้มากที่สุด แม่กำลังคอยที่จะขึ้นรถ โดยมีญาติคอยประคองและส่งแม่ขึ้นรถ ระหว่างนั้นเอง ที่ทุกคนกำลังประคับประคองร่างแม่ให้ขึ้นรถ มีเสียงเป๊าะดังขึ้น แม่นิ่งเงียบ พี่ถามว่าแม่เจ็บไหม แม่พยักหน้า พี่ถามซ้ำอีกครั้งว่า เจ็บมากไหม แม่พยักหน้า พี่เลยเปลี่ยนคำถามว่าไปหาหมอไหม แม่พยักหน้า

หลังจากที่แม่เข้าสู่ รพ. หมอได้เช็คร่างกาย รวมทั้งถ่ายเอ็กซ์เรย์อีกครั้ง ปรากฎว่า กระดูกต้นขาขวาแม่หัก ทันทีที่ทุกคนทราบเรื่องนี้ เราเจ็บปวดจนแทบไม่มีคำพูดใดใดออกมา แต่มันจุกแน่นที่อก สมองตื้อคิดอะไรไม่ออก สงสารแม่จับใจที่สุด

ตอนแรกหมอไม่แนะนำให้ต่อกระดูกที่ขาอีก เพราะอาการแม่ไม่สู้ดี ร่างกายผ่ายผอมด้วยเหตุที่กินข้าวไม่ได้มาก พวกเราลูกๆต่างให้กำลังใจ และพูดกับแม่เพื่อให้แม่กินข้าวได้เยอะๆ แม่กำลังใจดี พยายามกินข้าวมากจนดีใจหาย แม่ดูดีจนหมอยังเปลี่ยนใจเรื่องการผ่าตัดต่อกระดูก แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นอีก ถึงแม้ว่าจะรู้ว่าสักวัน วันนี้มันต้องมาถึง แต่นึกไม่ถึงว่ามันจะมาเร็วอย่างนี้

การพักรักษาตัวครั้งนี้ของแม่ เป็นไปอย่างยากลำบากกว่าครั้งที่แล้ว เพราะกระดูกขาแม่หักแม่ไม่สามารถขยับเขยื้อนตัวไปไหนได้ และทุกครั้งที่ต้องเปลี่ยนแผ่นกันเปื้อนชิ้นใหม่ แม่ต้องเจ็บจนแทบน้ำตาไหล แม่นอนอยู่บนเตียงนั้นโดยไม่ได้ลุกขึ้นนั่งอีกเลย

มีคืนหนึ่งที่ฉันเฝ้าแม่ฉันนั่งอยู่บนเก้าอี้คอยหยิบน้ำให้แม่จิบ เพราะแม่จะไอตลอดเวลา ด้วยความเหนื่อยล้าจากการอดนอนมาหลายคืน ฉันเผลอหลับไป แม่เอื้อมหยิบขวดน้ำข้างตัวแม่ และแม่คงทำหกแม่บอกว่าแม่เรียกฉันแล้ว แต่ฉันไม่ตอบรับพอฉันรู้สึกตัวอีกที แม่ต้องนอนเปียกน้ำทั้งขวดนั้น ฉันเรียกพยาบาลมาเปลี่ยนผ้าปู แต่แม่ต้องเจ็บปวดแสนสาหัสกับการเคลื่อนย้ายอีกครั้ง ฉันรู้สึกเหมือนทำงานบกพร่อง ทำให้แม่ต้องลำบาก

4-5 วัน ก่อนวันสุดท้ายของแม่ แม่มีอาการเหมือนคนท้องเสีย แม่ถ่ายเกือบตลอดเวลา กระปริดกระปรอย ไข้ขึ้นสูงถึง 40 องศา เราเช็ดตัวแม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พยาบาลต้องใช้ผ้าชุบน้ำแข็งเช็ดตัวแม่ แต่มันไม่ช่วยอะไรเลย มันอาจเป็นสัญญาณบอกถึงบางสิ่งที่กำลังจะมาเยือน หมอบอกว่าแม่ติดเชื้อในกระแสเลือด

ระดับออกซิเจนแม่ลดลงกว่าคนปกติ หมอสั่งให้ออกซิเจนแก่แม่อาการแม่ทรุดลงอีกครั้ง กินข้าวไม่ได้เหมือนเดิม พอป้อนข้าวแม่คำนึง แม่ก็กิน พอจะป้อนอีกคำ แม่ก็หลับ หลับๆ ตื่นๆ อยู่ตลอดทั้งวัน แม่เริ่มพูดไม่ค่อยรู้เรื่องเบลอๆ พูดจาแปลกๆ เหมือนแม่กลับไปสู่อดีตอีกครั้ง

ในที่สุด ระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ที่แม่เข้าไปพักรักษาตัว วันสุดท้ายของแม่ก็มาถึง ฉันเฝ้าแม่จนถึงเช้า และกลับไปพักที่บ้าน โดยมีพี่ชายมาเปลี่ยน บ่ายวันนั้นเอง พี่โทรตามให้ไปที่ รพ. แม่ไม่รู้สึกตัว นอนหลับตา หายใจแรงๆ ด้วยปากเหมือนคนหิวโหยออกซิเจน การสั่งเครื่องช่วยหายใจคงทำได้แต่ยืดระยะเวลาแม่ไปอีก 2-3 วันเท่านั้น เราตกลงใจกับหมอที่จะไม่ใช้เครื่องช่วยหายใจกับแม่ พยาบาลเอาไฟฉายมาส่องที่ม่านตาของแม่ ฉันเห็นภาพแม่ไม่ตอบสนองต่อแสง มันเจ็บปวดจนใจแทบสลาย

คืนนั้น ฉันตัดสินใจที่จะเฝ้าแม่จนถึงวินาทีสุดท้าย ฉันรู้อยู่แก่ใจดีว่าไม่วันนี้ก็คงพรุ่งนี้แม่คงจะจากฉันไป โดยที่ฉันช่วยอะไรแม่ไม่ได้เลย ได้แค่เพียงนั่งเป็นเพื่อนแม่ ฉันกระซิบบอกแม่ว่า ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนแม่อยู่ตรงนี้ แม่ไม่ต้องห่วงอะไร ขอให้แม่ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้ที่นี่ ละกิเลสทุกอย่างเพื่อให้แม่ไปเกิดในภพภูมิที่ดี

ฉันมองแม่นอนหายใจอยู่อย่างนั้น เช็ดตัวแม่อยู่เป็นระยะๆ ไข้แม่ขึ้นลงอยู่ที่ 40 และ 39 แม่ค่อยๆ หายใจเบาลง เบาลง ฉันโทรหาพี่ๆ บอกพวกเขาให้รีบมา เพราะเชื่อว่าอีกไม่ช้า แม่คงจะจากเราไป แม่เริ่มปิดปากและหยุดหายใจ ฉันเรียกแม่ เขย่าตัวแม่ แม่ก็หายใจอีกครั้ง ฉันรายงานอาการแม่เป็นระยะให้พวกพี่ได้รู้ แม่หยุดหายใจและหายใจอีกอยู่อย่างนี้สองสามครั้งและในที่สุดแม่หยุดหายใจ นอนนิ่งไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียกของฉัน ฉันกดออดเรียกพยาบาล พวกเขาเข้ามาเช็คร่างกายแม่ เช็คคลื่นหัวใจ และยืนยันว่าแม่ได้จากเราไปแล้ว

ฉันอึ้งและเงียบ ไม่มีเสียงร้องไห้จากฉัน ฉันยินดีที่แม่จากไปอย่างสงบ แม่ต้องทนทรมานมากกว่าหากมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่เสียใจ เมื่อคิดถึงว่าฉันจะไม่มีแม่อยู่ข้างๆ เหมือนเดิมอีกแล้ว น้ำตามันก็ไหลออกมา ภาพสุดท้ายของแม่ยังติดอยู่ให้หัวของฉัน ทุกครั้งที่คิดถึงภาพนั้นน้ำตามันก็เอ่อล้นออกมา มันไหลมาจากหัวใจ

แม่ให้ชีวิตฉันมา วันนี้ครบปีที่ 28พรวันเกิดในปีนี้ขอให้วิญญาณแม่สุขสงบ แล้ววันนึง เราคงได้เจอกันอีกค่ะแม่

ใกล้วันแม่แล้ว ทำให้แม่รู้...ว่าคุณรักท่านมากแค่ไหนด้วยนะคะ


edit @ 2007/08/06 16:37:50

2007/Jul/11

ต้องบอกก่อนว่าผู้เขียนคนนี้ไม่ใช่หมอ เพียงแต่ข้อความต่อไปนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ตามเหตุการณ์จริง ซึ่งมันอาจแตกต่างในระหว่างผู้ป่วยรายอื่นๆ

ความต่อจากเอนทรี่ที่แล้ว เมื่อแม่มีอาการไอ เจ็บคอ และมีก้อนบวมแถวไหปลาร้า

หลังจากที่ตรวจครั้งแรกและพบความผิดปกติ พวกเราก็พาแม่ไปตรวจยัง รพ. อื่น ทั้งรัฐบาลและเอกชน รวม 3 แห่ง ทุกฟิล์มที่ฉาย พบก้อนกลมบนปอดซ้ายของแม่ เราโทรไปถาม ศจ.นพ. ท่านหนึ่ง เค้าสามารถระบุว่าอาการที่แม่เป็นอยู่มีอะไรบ้างราวกับตาเห็น และบอกว่า มะเร็งของแม่น่าจะอยู่ในขั้นที่ 3 พร้อมกับเสนอแนะว่าไม่ต้องไปรักษาที่ รพ.เอกชน เหตุเพราะสิ้นเปลืองเปล่าๆ เหมือนจะบอกเป็นนัยๆ ว่า แม่ไม่มีวันหาย

แม่ปฎิเสธการรักษาในทุกๆ แห่งที่เราจะพาไป แม่ยอมรับสภาพและไม่คิดสู้ฉันทั้งอ้อนวอน ขอร้องทะเลาะก็แล้ว แม่เกลียดกลัวการรักษาด้วยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคีโม ฉายแสง หรือแม้แต่การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ แม่ยินดีทำทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นยาสมุนไพร หรือข้อห้ามในเรื่องอาหารการกิน อะไรที่ว่าแสลง หรือนำไปสู่การแพร่กระจาย แม่ทำทุกอย่าง

วันหนึ่ง มีคนมาแนะนำให้แม่ไปหาหมอพระคนหนึ่งแถวมีนบุรี เค้าสวดคาถา และเอาสันมีดเคาะตามร่างกายแม่ เพื่อไล่โรคร้ายออกไปจากร่างแม่ ผลที่ได้คือ แม่กลับบ้านมาพร้อมกับความเจ็บปวด ฉันโกรธแต่จนด้วยคำพูด ได้แต่บอกแม่ว่าแม่คิดว่าวิธีนี้มันจะทำให้แม่หายได้หรือ มันเป็นวิธีที่ถูกต้องแล้วหรือ แม่เองก็ทนเจ็บไม่ไหว จนยอมไปตรวจต่อที่ รพ. รัฐ แห่งหนึ่ง

หมอบอกกับพี่สาวของฉันว่า มะเร็งที่แม่มีอยู่ในระยะแพร่กระจาย เรื่องการผ่าตัดให้ลืมไปได้เลย การรักษาให้หายขาด ต้องถอนรากถอนโคน จะผ่าตัดได้อย่างไรในเมื่อเชื้อมะเร็งมันได้ลามเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองของแม่แล้ว ถึงได้มีรอยบวมที่คอแม่ ส่วนเรื่องการให้เคมีบำบัด ก็คงไม่ได้ เพราะแม่อายุมาก และร่างกายอ่อนแอ คงเหลือแต่การฉายรังสี เพื่อจำกัดบริเวณการแพร่กระจายของมะเร็ง ทั้งยังช่วยให้ลดความเจ็บปวดได้ แต่พอหมอนัดให้แม่ไปปรึกษาเรื่องการฉายรังสี แม่กลับไม่ไป เพราะแม่กินยาสมุนไพรอยู่ ซึ่งมีข้อห้ามคือ ห้ามรับการฉายแสง แต่มันเหมือนเป็นข้ออ้างของแม่มากกว่า เพราะแม่ไม่อยากฉายแสง แม่กลัว

หลังจากนั้นไม่ถึงเดือนขณะที่หลานเล็กๆของเรากำลังเล่นอยู๋แถวบันได เค้ากำลังจะพลัดตกแม่พยายามจะคว้าหลานที่กำลังจะตกบันได แต่แม่คว้าไม่ได้ และแม่ก็ไม่ได้ล้ม แม่รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นที่แขนแม่ บริเวณเหนือข้อศอก แม่คิดว่าแม่อาจจะเส้นพลิก ฉันเกลี้ยกล่อมให้แม่ไปหาหมอในคืนนั้น แม่ขอผลัดเป็นวันรุ่งขึ้น จนฉันต้องบังคับ เพราะแม่เจ็บมาก และไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ เพราะความเจ็บปวด เราพาแม่ไป รพ.เอกชน แห่งหนึ่ง ผลเอ็กซ์เรย์บอกว่า แม่แขนหัก หัวใจของพวกเราลูกๆ แทบสลายและไม่อยากเชื่อสิ่งที่ตาเห็น หมอเองก็ไม่อยากเชื่อว่าแขนแม่ไม่ได้ฟาดกับอะไร

เรารอจนถึงรุ่งเช้า หมอก็ยังไม่ได้ทำอะไร พวกญาติๆ ร้อนใจ จึงวิ่งเต้นหา รพ.อื่น ให้แม่ได้รับการผ่าตัดอย่างเร็วที่สุด รวมทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายไม่บานปลายด้วย เราส่งแม่ไปที่ รพ.รัฐแห่งหนึ่ง เราวิ่งเต้นจนได้เตียงให้แม่ จนการผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดี แม้ว่าแม่จะมีโรคแทรกซ้อน คือ มะเร็งที่ปอดแม่

ช่วงนั้น แม่เป็นคนไข้ที่ใจเย็นที่สุด ให้กำลังใจคนอื่นๆ ที่อยู่ร่วมห้อง คนไข้ทุกคนอิจฉาแม่ที่มีลูกๆ มาเยี่ยมทุกวัน แม่มีลูก 5 คน ผลัดกันมาเยี่ยมตลอดทั้งวัน แม่เจ็บแผลมาก เพราะหมอตัดกระดูกบริเวณนั้นออกไป แล้วเชื่อมต่อด้วยโครงเหล็กเสริมซีเมนต์

ในที่สุด แม่ก็ได้กลับมารักษาตัวต่อที่บ้าน หมอที่ รพ.แห่งนั้น กำชับให้เรารีบพาแม่ไปรักษามะเร็งปอดต่อให้เร็วที่สุด แววตาของหมอเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยบางอย่างที่ทำให้ฉันสังหรณ์ถึงบางสิ่ง...

2007/Jul/04

มะเร็งปอด เป็นมะเร็งยอดฮิตอันดับ 2 ในประเทศไทย

และกำลังเป็นโรคร้ายที่มาแรง สำหรับมนุษย์บนโลกนี้

ด้วยเหตุเพราะโลกนี้ เต็มไปด้วยมลภาวะ

อากาศที่เราหายใจอยู่ทุกวัน มีภัยร้ายแฝงตัวอยู่เงียบๆ

***

นับว่าเป็นประสบการณ์ตรงที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเอง

แต่ได้เห็นความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดด้วยตัวเอง

เมื่อแม่ ผู้หญิงที่ดูแข็งแรงที่สุดในโลกคนหนึ่ง

แม่ที่อายุกว่า 60 แต่แทบไม่มีผมหงอก แข็งแรงเกือบเหมือนวัยรุ่น

ยังเคยแซวแม่เลยว่า แม่ทำตัวให้เหมือนคนแก่หน่อยได้ป่ะ

***

เราพบว่าแม่มีอาการผิดปกติเมื่อปลายปี 49 นี่เอง ประมาณเดือน พ.ย.

แม่มีอาการไอ ที่คอมีก้อนบวมๆ ขึ้นมา

แม่นึกว่า แม่เป็นหวัด เจ็บคอ ต่อมทอนซิลโต อะไรประมาณนั้น

หมอให้แม่ถ่ายเอ็กซเรย์ปอดทันทีหลังจากที่ถามอาการ

***

เมื่อเห็นฟิล์มเอ็กซเรย์

ถึงแม้ฉันจะไม่ใช่หมอ แต่ก็รู้ได้ทันทีว่ามันไม่ปกติ

มีก้อนขาวๆ ขนาดเท่าลูกมะนาว ปรากฎอยู่บนฟิล์มนั้น

ฉันรู้สึกมึนหัว แต่ต้องทำเฉยๆ กลัวว่าแม่จะตกใจ

***

หมอเชิญแม่ออกไปจากห้องเพราะต้องการคุยกับลูก

ซึ่งคืนนั้น มีเพียงฉันและพี่ชายอีกหนึ่งคน

***

ภายหลังเราพบว่านั่นคืออาการต่อมน้ำเหลืองโต

ประมาณได้ว่ามันคือระยะที่ 3 เห็นจะได้

รพ.เอกชนแห่งนั้น ถามเราแค่เพียงคำถามเดียว

ว่าคุณต้องการจะรักษาที่นี่ไหม ด้วยเพราะค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่ว

เราสองคนสับสน ไม่รู้จะตอบอย่างไร

เพราะค่าใช้จ่ายที่สูงนั้น มันสูงแค่นั้น สูงหลักแสน

รึสูงหลักล้าน...

***

แต่ที่แน่ๆ เราคงต้องเอาเรื่องนี้กลับไปปรึกษาพี่ๆ ของเราก่อน

ความโชคร้ายของผู้ป่วยมะเร็งปอดก็คือ ไม่รู้ตัวก่อน

เพราะไม่มีอาการระยะเริ่มต้น และตรวจไม่พบ

เมื่อมีอาการต่างๆ นั่นแปลว่า มันได้เข้าสู่ระยะแพร่กระจายแล้ว

ฉันเขียนถึงเรื่องนี้ เพราะอยากให้คนเห็นว่าโรคร้ายต่างๆ

ไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด แม่ฉันไม่ใช่นักสูบบุหรี่

เป็นแม่บ้านมากว่า 30 ปี ตอบไม่ได้ว่าอะไรคือพฤติกรรมเสี่ยงของแม่

นั่งคิด นอนคิด ก็ไม่รู้จะตอบคำถามกับคนอื่นว่าแม่...เป็นได้ยังไง

อ่านเพิ่มเติมเรื่องมะเร็งปอดได้บลอคหน้าจะว่าเล่าว่าแม่รักษาด้วยวิธีใด